ReadyPlanet.com
dot dot
dot
Group Menu
dot
bulletแผนที่สำนักงาน
bulletดูดวงตอบปัญหาชะตาชีวิต
dot
Newsletter

dot
bulletปฏิทินการย้ายราศีของดาวหลัก
bulletวิธีแก้กรรมด้วยตนเอง
bulletมาตรฐานดาวพระเคราะห์
bulletเคล็ดวิชาโหราศาสตร์
bulletตำนานโหราศาสตร์ไทย
bulletความแตกต่างระหว่างโหรกับหมอดู
bulletกำเนิดจักรราศี
bulletทายความรักตามวันเกิด
bulletวิธีมัดใจหนุ่มสาวราศีต่างๆ
bulletนิสัยของสาว12ราศี
bulletทายนิสัยจากเดือนเกิด
bulletอ่านใจหนุ่ม12ราศี
bulletพยากรณ์ชาย-หญิงตามวันเกิด
bulletวันเกิดบอกนิสัยและเนื้อคู่
bulletทำนายชะตาผู้เกิดใน12นักษัตร
bulletดวงผู้หญิงตามวันเกิด
bulletพยากรณ์ตัวตน,ชอบ,เกลียดของหนุ่มสาว
bulletการพยากรณ์ดาวจร
bulletพุทธทำนาย
bulletสีมงคล
bulletการสะเดาะเคราะห์
bulletคู่มือตั้งชื่อบุตร
bulletการให้ทานชีวิตสัตว์
bulletเสริมดวงค้าขายร้านค้า
bulletคาถาแผ่เมตตา
bulletดวงเมือง
bulletพระประจำวันเกิด
bulletคำทำนายนอสตราดามุส
bulletกฏแห่งกรรม
dot
เว็บเพื่อนบ้าน
dot
bulletwww.tiantek.com
bulletไหว้พระธาตุตามราศีเกิด
bulletThailand Travel
bulletสารบัญเว็บไซต์
bulletดูดวงด้านความรักกับอาจารย์หม่อง
bulletดูดวงกับอาจารย์เอี๋ยว
bulletดูดวงเลข7ตัว9ฐานกับอาจารย์ชฎภรณ์
bulletสอนโหราศาสตร์
bulletสอนโหราศาสตร์ไทย
bulletเรียนดูดวง
bulletเรียนโหราศาสตร์
bulletเรียนโหราศาสตร์ไทย
bulletอาชีพ
bulletรายได้
bulletเป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวไม่ยากอย่างที่คิด แฟรนไชส์,ธุรกิจส่วนตัว
bulletเถ้าแก่
bulletเปลี่ยนชื่อ
bulletผูกดวง
bulletโลกร้อน
bulletwww.hotlinepayakorn.com
bulletอาจารย์บุศรินทร์ ปัทมาคม โทร.02-5892325
bulletสมุนไพรบำรุงร่างกาย


ลูกชิ้นปิ้งรสเด็ด
แฟรนไชส์ก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำขลุกขลิก
แฟรนไชส์ซี่โครงหมูตุ๋น
แฟรนไชส์
ก๋วยเตี๋ยวรสเด็ด


พุทธทำนาย

 

ตอนที่๑

เรื่อง “พุทธทำนาย” ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ได้มีการบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา เป็นเรื่องที่มีการกล่าวถึงและรอผลการทำนายมาเนิ่นนานถึงกึ่งพุทธศตวรรษ ซึ่งข้อพิสูจน์บางอย่างก็ได้เห็นจริงแล้ว แต่บางอย่างยังคงต้องใช้เวลาพิสูจน์ต่อไปในอนาคต การทำนายของพระสัพพัญญูเจ้านั้น คงไม่ต้องใช้วิธีการใด ๆ ในทางโหราศาสตร์ทุกแขนง เพียงแต่พระพุทธองค์ท่านทรงกำหนดจิตพิจารณาเท่านั้น ก็ทรงมีพุทธทำนายออกมาได้ทันที ซึ่งปฐมเหตุแห่งพุทธทำนายนั้นมีความเป็นมาดังนี้

ในสมัยพุทธกาล ณ ราตรีหนึ่ง พระยาปัตเวน หรือ พระเจ้าปเสนทิโกศล จอมกษัตริย์ แห่งกรุงสาวัตถีได้ทรงพระสุบินนิมิต (ฝัน)ถึงเหตุประหลาด ๑๖ ประการ  จนสะดุ้งตื่นจากพระบรรทม ทรงหวาดหวั่นเป็นกำลัง  เมื่อไต่ถามพราหมณ์ปุโรหิตให้พยากรณ์ ก็มีคำพยากรณ์ออกมาว่าจะเกิดอันตรายขึ้น ๓ ประการ คือ  ๑. อันตรายแก่ราชสมบัติ   ๒. อันตรายแก่พระมเหสี  ๓. อันตรายแก่พระชนม์ชีพของพระองค์ "   ผลคำพยากรณ์พระสุบินนิมิตนี้ เพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์ พราหมณ์ได้กราบทูลให้จับสัตว์มาอย่างละ ๔ ตัวเพื่อทำพิธีบูชายัญ

 เรื่องนี้พระนางมัลลิกา (พระมเหสี) ได้ไปทูลถามพระพุทธองค์ พร้อมกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ถึงพระสุบินนิมิตอันแปลกประหลาด    จึงได้รู้ความจริงจากพระบรมศาสดาว่า "มหาสุบินนิมิต ๑๖ ประการนั้น  จะไม่บังเกิดในขณะนั้น  และมิได้บังเกิดในรัชกาลของพระองค์  จึงทำให้พระเจ้าปเสนทิโกศลเลิกพิธีจับสัตว์มาบูชายัญเสีย  ด้วยจะเป็นกรรมเวรสืบกันไป และไม่บังเกิดผลดีอย่างไร

การที่พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงพระสุบินนิมิตเหตุประหลาดถึง  ๑๖ ประการนั้นเป็นเพราะเทวดาคงจะต้องการบอกเหตุ โดยอาศัยพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นสื่อ    และยังได้ดลใจให้ไปทูลถามพระพุทธองค์จึงได้เกิดคำพยากรณ์ขึ้นเป็นวิสามัญเหตุ และอุบัติการณ์ที่อยู่ในข่ายพระบารมีของสมเด็จพระบรมศาสดาจะได้ทรงตรัสคำพยากรณ์อันเป็นอมตะนี้  ซึ่งรายละเอียดของพระสุบิน และคำพยากรณ์ เป็นอย่างไรก็ขอเชิญท่านผู้อ่านได้สดับ และวินิจฉัยเป็นข้อ ๆ ดังนี้

ข้อ ๑. ในสุบินว่า"ได้เห็นโคอุสุภราชสีดำ ๔ ตัว มาแต่ทิศทั้ง ๔ ทำอาการเหมือนจะชนกันที่หน้าพระลานหลวง ครั้นมหาชนมามุงดู   โคอุสุภราชทั้ง ๔ ทำเหมือนจะชนกันจริง ๆ ส่งเสียงคำรามร้องกึกก้อง แล้วต่างตัวต่างก็ถอยหลังไปไม่ชนกันอย่างที่คิด"

มีพุทธพยากรณ์ว่า "จะมีเมฆดำตั้งขึ้นในทิศทั้ง ๔ เสียงฟ้าลั่นอยู่ครืน ๆ ทำทีเหมือนฝนจะตก แต่ก็มิตก ทำให้เกิดการเสียหายแก่พืชผล เกิดข้าวยากหมากแพงในประเทศ"

ถ้านำเอาพุทธพยากรณ์มาเปรียบเทียบกับดวงดาวในวิชาโหราศาสตร์  "โคอุสุภราชสีดำทั้ง ๔ตัว สีดำ ก็คือ ดาวเสาร์ ซึ่งหมายถึงความทุกข์ยากแห้งแล้ง ส่วนโคอุสุภราช หมายถึง เมฆฝน เพราะเป็นสัตว์สวรรค์บนท้องฟ้า คล้ายเมฆดำอันหมายถึง โคดำ นั่นเอง"

ข้อ ๒.  สุบินว่า  "เห็นต้นไม้และกอเล็ก ๆ ผุดขึ้นจากดินแล้วเจริญขึ้นโดยลำดับ ผลิตดอกออกผลในขณะที่เล็กๆอยู่นั้น"

ทรงพระพุทธทำนายว่า   "โลกสมัยต่อไปจะเสื่อม อายุผู้คนจะสั้น แต่กิเลสกลับร้อนแรงขึ้น จะสมสู่กันแต่เล็ก ๆ จนเกิดลูกหลานเมื่ออายุยังน้อย เหมือนต้นไม้เล็กมีดอกผลฉะนั้น"

พุทธทำนายข้อนี้  ปัจจุบันได้บังเกิดให้เห็นกันบ้างแล้ว ถึงแม้ความเจริญทางด้านการแพทย์จะสูงขึ้น แต่คนก็ยังอายุสั้นและตายกันง่ายอยู่ดี   เพราะสภาพมลภาวะที่เป็นพิษ และอาวุธที่ทันสมัย ฆ่ากันให้ตายได้ในพริบตาเดียว นี่ขนาดยังไม่รวมถึงโรคร้ายที่รักษาไม่หาย เช่น เอดส์ หรือ มะเร็ง ส่วนการที่คนมีกิเลสตัณหามากขึ้น มีการสมสู่กันแต่เล็ก ๆ หรือผู้ใหญ่เองก็เถอะ นิยมสมสู่กับเด็ก ๆ อายุไม่เกิน ๑๓ เมื่อสัก ๖ หรือ ๗ ปี ก่อน เคยมีข่าวว่า มีเด็กคนหนึ่ง อายุ ๑๑ ขวบ (จีนไต้หวัน) คลอดลูกออกมา แล้วอย่างนี้จะไม่ให้เชื่อในพุทธทำนายได้อย่างไรล่ะครับท่าน

ข้อ ๓. สุบินว่า "แม่โคดูดนมลูกโค ซึ่งเกิดในวันนั้น" ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไปการเคารพนบนอบต่อผู้ใหญ่ เช่น พ่อแม่ ครูบาอาจารย์ จะเสื่อมถอยลง และในทางตรงกันข้าม ผู้ใหญ่ต่างหากจะต้องประจบเด็ก เหมือนแม่โคดูดนมลูกโคฉะนั้น"

ในปัจจุบัน    ผู้ใหญ่ในความคิดของเด็ก ๆ เหมือนหัวหลักหัวตอ ไอ้ที่จะมาเคารพนบไหว้นั้น ไม่ค่อยจะมีให้เห็น   เมื่อสัก ๕ หรือ ๖ ปี มานี้ ได้มีลัทธิอุบาทว์ เข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทย มีคนหลงเข้าไปเป็นสาวกอยู่มาก    มาจากพวกเกาหลีหรือญี่ปุ่นนี่แหละ  มีการสอนให้ทำสมาธิ สอนไปสอนมาดันสอนออกมาได้ว่า  "พ่อแม่มีหน้าที่ให้กำเนิดและเลี้ยงดู ไม่ได้ถือเป็นบุญคุณอะไร"  ตอนหลังกระทรวงศึกษาธิการทราบเข้า  ก็เลยสั่งปิดสำนักต่าง ๆ ไปเสียหลายแห่ง และห้ามนำมาเผยแพร่เด็ดขาด ผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า ยังมีการลักลอบสอนกันอยู่หรือเปล่าในปัจจุบัน

เรื่องที่ผู้ใหญ่ต้องมาประจบเอาอกเอาใจเด็กก็เหมือนกัน มีให้เห็นกันดาษดื่น ประเภทรักลูก โอ๋ลูกจนลูกเสียคน ดูอย่างนายพลคนหนึ่ง   ที่ลูกชายไปก่อเวรสร้างกรรมกับภรรยา ที่มีดีกรีเป็นถึงรองนางสาวไทยและยังไปก่อวีรเวรกับชาวบ้าน ทำให้เดือดร้อนกันทั่ว แม้กระทั่งตำรวจบนโรงพักยังโดนเลย   แต่แทนที่ผู้เป็นพ่อจะเห็นกับคุณธรรมหรือส่วนรวม กลับเข้าข้างลูกตนชนิดดำเป็นขาวทีเดียว     นี่แหละหนาโลกยุคปัจจุบันสมดังพุทธทำนายไม่ผิดเพี้ยนเลย ยังมีพระสุบินนิมิตและพุทธทำนายอีก ๑๓ ข้อ คงต้องติดตามกันในตอนต่อไปแล้วล่ะครับ
 


ตอนที่ 
         
พุทธทำนาย เกี่ยวกับสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศล ก็ได้ผ่านสายตาของท่านผู้อ่านไปแล้ว ๓ ข้อ ยังเหลืออยู่อีก ๑๓  ข้อ เพื่อไม่ให้เสียเนื้อที่ในการนำเสนอ ก็ขอว่ากันถึงข้อต่อไปเลยนะครับ
 
ข้อ ๔. สุบินว่า "เห็นคนเอาโคกำลังเอก หรือมีพละกำลังแข็งแรง     ปล่อยปละเอาไว้ไม่นำเข้าเทียมแอก แต่กลับนำเอาโครุ่นที่ปราศจากกำลัง มาใช้เทียมแอกแทน       ซึ่งเจ้าโครุ่นเมื่อไม่สามารนำเกวียนแล่นได้ ก็สลัดแอกนั้นเสีย" (โครุ่น เปรียบเหมือนเด็กวัยรุ่น ๑๕-๑๖, โคกำลังเอก เหมือนผู้ใหญ่วัยฉกรรจ์)

ทรงพุทธพยากรณ์ว่า  "ต่อไปผู้มีปัญญาจะไม่ได้รับการยกย่องในหน้าที่ราชการ แต่ยศศักดิ์จะถูกนำไปให้แก่หนุ่มโง่  ซึ่งไม่สามารจะปฏิบัติราชการให้ดีได้ เหมือนคนปล่อยโคมีกำลังออก แล้วนำโครุ่นมาเทียมแทนนั้น"

ข้อนี้จริงแท้แน่นอน   เหมือนกับคำพังเพยที่ว่า "ผู้ดีเดินตรอก  ขี้ครอกเดินถนน"ฉันใดก็ฉันนั้นขอยกตัวอย่างเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยกรุงศรีอยุธยา ก่อนที่จะเสียกรุงครั้งที่ ๑ ในรัชสมัยของสมเด็จพระมหินทราธิราช      ที่ทรงหลงกลพระเจ้าบุเรงนองที่แกล้งปล่อยพระยาจักรี ที่ถูกจับได้ในสงครามคราวก่อน ให้มาเป็นไส้ศึก    เมื่ออำนาจการบัญชาการสูงสุดในการป้องกันพระนครตกอยู่กับคนชั่วอย่างพระยาจักรี มันก็แกล้งสับเปลี่ยนตำแหน่งให้คนอ่อนแอ ไม่เอาไหน อยู่ด้านหน้า    คนดีมีฝีมือก็ย้ายไปอยู่เสียด้านอื่นที่ไม่มีข้าศึกมาประชิด   หากใครกล้าหือ ก็จะถูกกำจัดเสียด้วยเล่ห์กล ต่าง ๆ และอำนาจที่มีอยู่ขนาดพระศรีเสาวภาคย์ พระอนุชาแท้ ๆ ของพระมหินทร์   ที่มีความสามารถมากในการป้องกันพระนครยังถูกใส่ความว่าจะเป็นกบฎ จนต้องพระราชอาญาถึงประหารชึวิตในที่สุด

มาดูในสมัยปัจจุบันกันบ้าง ไม่ต้องอื่นไกล     ก็ดูอย่างรัฐมนตรีท่านหนึ่ง ที่ชื่อพม่า หน้าลาว เว้าเขมรนั่นประไร มีความรู้ความสามารถอะไรในด้านการคลัง  เมื่อสะเออะอยากจะมาบริหารประเทศในด้านนี้ แล้วผลออกมาเป็นอย่างไร เศรษฐกิจของไทยต้องพังพินาศยิ่งขึ้นจนเป็นเหตุให้ผู้คนต้องเดือดร้อนเพราะค่าเงินบาทมาจนทุกวันนี้  ให้คนร้องยี้จนขาดใจตาย  คนพรรค์นี้ไม่มีทางรู้สำนึกหรอกครับ ทุกวันนี้ก็ยังมีวาสนาได้บริหารประเทศอีกวาระหนึ่ง   ถ้ามีคนลักษณะนี้เข้ามาบริหารประเทศมาก ๆ กรุงรัตนโกสินทร์ก็คงถึงคราวพินาศเหมือนกรุงศรีอยุธยาได้เหมือนกันนะครับ

ข้อ ๕. สุบินว่า  "เห็นม้าตัวหนึ่งมีปากสองข้าง คนสองคนยื่นข้าวให้ม้าคนละปาก ม้าเคี้ยวข้าวกล้าด้วยปาก ๒ข้างนั้น” ทรงมีพุทธทำนายว่า ต่อไปผู้ใหญ่ในประเทศจักโลเล ไม่ยุติธรรม รับสินบนจากคู่ความทั้งสองฝ่าย แล้วตัดสินตามใจชอบของตน เอาแต่สินบนเป็นประมาณ  เหมือนม้าเคี้ยวข้าวกล้าด้วยปากทั้งสองข้างฉะนั้น

ท่านผู้อ่านคิดว่าคนประเภทเห็นสินบนเป็นสรณะ   ดั่งพุทธทำนายมีไหมครับในปัจจุบัน หรือหลังจากพุทธกาลล่วงมาแล้ว  ถ้านึกไม่ออกลองหาละครประวัติศาสตร์ของไทย เช่น เรื่องสมเด็จพระนเรศวรมหาราช , สมเด็จพระศรีสุริโยทัย หรือละครจีนเรื่อง เปาบุ้นจิ้นมาดูซิครับ  คงจะเห็นภาพพจน์ ตามพุทธทำนายได้ชัดเจนยิ่งขึ้นกระมัง

 ข้อ ๖. สุบินว่า   "คนเอาถาดทองคำราคาแสนตำลึง เอาไปให้สุนัขจิ้งจอก แล้วสุนัขนั้นก็ถ่ายปัสสาวะในถาดทองคำนั้น" ทรงมีพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปคนดีมีตระกูลจะยากไร้สิ้นอำนาจวาสนา คนตระกูลต่ำจะได้เป็นใหญ่ ผู้มีตระกูลจะยกลูกสาวให้แก่ผู้ไม่มีตระกูล เหมือนสุนัขจิ้งจอกถ่ายปัสสาวะลงในถาดทองคำนั้น"

เคยได้ยินคำว่า "ผู้ดีตกยาก" ใช่ไหมครับ แล้ว "ขี้ข้าครองเมือง" ล่ะ    ก็คงได้ยินเหมือนกัน เมื่อก่อนนี้ มีคำพังเพยว่า  "สิบพ่อค้าไม่เท่ากับหนึ่งพระยาเลี้ยง" แต่สมัยปัจจุบันนี้ คำพังเพยข้อนี้ใช้ไม่ได้แล้วเพราะพวกพ่อค้านักธุรกิจทั้งหลายต่างก็มียศศักดิ์เป็นถึงรัฐมนตรี หรือ เสนาบดี หลายต่อหลายท่าน พวกข้าราขการประจำน่ะหรือ ขืนไม่เป็นสนลู่ลมล่ะก็ มีหวัง เด้ง ดึ๋ง ดึ๋ง แน่ ดีไม่ดีหากอยากก้าวหน้าหรือรักษาเก้าอี้เอาไว้ ถ้ามีลูกสาวสวย ๆ ล่ะก็  อาจจะนำไปเป็นเครื่องบรรณาการแด่ท่านผู้เป็นใหญ่ที่มาจากตระกูลต่ำต้อย สมดังพุทธทำนายก็ได้นะครับ

ข้อ ๗. สุบินว่า " เห็นบุรุษหนึ่งนั่งฟั่นเชือกอยู่บนตั่ง    หย่อนปลายเชือกที่ฟั่นแล้วห้อยไปใต้ตั่งสุนัขจิ้งจอกตัวเมียนอนอยู่ใต้ตั่ง หิวจัด ได้กัดกินเชือกที่บุรุษฟั่นนั้นเรื่อย ๆ ไป ยิ่งฟั่น ก็ยิ่งหมดลงไปทุกทีแต่บุรุษนั้นหารู้ไม่" ทรงมีพระพุทธทำนายว่า " ต่อไปหญิงทั้งหลายจะเหลาะแหละกับผู้ชาย และชอบเสพสุรา ชอบซื้อแต่เครื่องประดับตกแต่งตน ชอบทำเสน่ห์ยาแฝด มิได้เหลียวแลการบ้าน ชอบคบชู้  จะผลาญทรัพย์ที่สามีหามาได้ด้วยความลำบากให้หมดสิ้นไป  เหมือนนางสุนัขจิ้งจอก หิวจัด เคี้ยวเชือกที่บุรุษฟั่นนั้นให้หมดไป"

ข้อนี้ไม่ขอวิจารณ์    สุดแท้แต่ท่านผู้อ่านจะใช้วิจารณญาณเอาเอง ตัวใครตัวมันครับ เนื้อที่หมดแล้ว ก็คงจะต้องว่ากันต่อในตอนหน้า อย่าพลาดนะครับ


ตอนที่  
 
              ข้อ ๘. สุบินว่า " ได้เห็นกระออมใหญ่ใบหนึ่งมีน้ำเต็ม และมีโอ่งเปล่าล้อมกระออมใหญ่อยู่หลายใบ  มีคนมาตักน้ำจาก ๘ ทิศ  เทลงในกระออมที่มีน้ำเต็มอยู่แล้ว  แทนที่จะเทลงในโอ่งเปล่าที่ไม่มีน้ำ ดังนั้นน้ำในกระออมจึงไหลล้นออกมา " ทรงพระพุทธทำนายว่า " คนที่รวยอยู่แล้วยิ่งมีคนยากจนมาหารายได้ให้ หรือส่งเสริมให้รวยมากขึ้น   การที่คนจนมาทำงานส่งเสริมให้คนรวย แทนที่จะสร้างฐานะให้ตนเองร่ำรวยก็เหมือนคนที่มาตักน้ำใส่กระออมอันมีน้ำเต็มอยู่นั่นเอง”

คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มให้มากความ   เพราะทุกวันนี้ก็เห็นกันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ว่าอัตราส่วนคนจนกับคนรวยนั้น ห่างกันมากขนาดไหน ไม่งั้นคงไม่มีเพลงมาร้องปาว ๆ ว่า    "เรามันจนก็ต้องจนต่อไปใครจะรวยเท่าไรก็ปล่อยให้รวยเสียให้เข็ด"

ข้อ ๙. สุบินว่า  "สระใหญ่แห่งหนึ่งมีบัวนานาชนิดขึ้นอยู่เต็ม มีท่าขึ้นลงอยู่รอบสระ สัตว์ต่าง  พากันลงมาดื่มน้ำในสระ แต่แทนที่ริมสระน้ำจะขุ่น เพราะสัตว์ลงมาดื่มกิน น้ำกลับใส   ส่วนที่กลางสระที่สัตว์ต่าง ๆ พากันไปไม่ถึงนั้นแทนที่น้ำจะใสกลับขุ่นคลั่ก" ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไปผู้เป็นใหญ่ในประเทศจะไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักรีดนาทาเร้นราษฏรในเมืองหลวง ทำให้ราษฏรทนไม่ได้ก็เลยอพยพไปอยู่ยังชายแดนหมด เมืองหลวงก็ว่างเปล่าไม่มีคนส่วนชายแดนหนาแน่นด้วผู้คน เหมือนกลางสระน้ำขุ่นริมสระน้ำใสนั้น"

ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายก่อนเสียกรุง  มีผู้คนไม่น้อยที่อพยพหลบหนีภัยสงครามบ้าง ภัยจากพวกขุนนางขี้ฉ้อบ้าง ออกไปอยู่นอกเมือง หรือจะเรียกว่า "เข้าไปอยู่ในป่าก็ได้" แม้กระทั่งพระยาวชิรปราการ หรือ พระยาตาก (สิน) ก็ยังรวบรวมสมัครพรรคพวก ฝ่าวงล้อมพม่าออกไปตั้งมั่นยังหัวเมืองชายฝั่งตะวันออกเลยเพราะทนความเหลวแหลกของผู้เป็นใหญ่ในสมัยนั้นไม่ไหว

มาดูในสมัยปัจจุบันบ้าง ผมกับท่านผู้อ่านยังนับว่าโชคดีที่ได้อพยพมาอยู่อเมริกา มีเจ้าของตึกสูงเสียดฟ้าคนหนึ่ง  ต้องขายกิจการ และทรัพย์สินทั้งหมด อพยพตัวเองและครอบครัวไปอยู่ต่างประเทศ  เพราะทนต่อระบบการขอบริจาคที่คุณไม่ควรปฏิเสธ ไม่ไหว โลกของเราแคบลง หนีไปชายแดนก็คงจะหนีไม่พ้น หนีไปอยู่บ้านอื่นเมืองอื่นเสียเลย สงสารพี่น้องชาวไทยอีกหลายคน ที่อุตส่าห์ไปทำหนังสือเดินทางทิ้งเอาไว้   เพื่อปลอบใจตนเองว่า สักวันคงได้ไปอยู่ไปทำงานต่างประเทศกับเขาบ้างแล้วผลออกมาเป็นอย่างไรท่านผู้อ่านลองนึกต่อทีเถอะครับ

 ข้อ ๑๐.  สุบินว่า "เห็นข้าวหุงในหม้อใบหนึ่ง มี ๓ อย่าง คือ ข้างหนึ่งดิบ ข้างหนึ่งเปียก อีกข้างหนึ่งเป็นท้องเลน" ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไป เมื่อคนไม่อยู่ในศีลธรรมแล้ว ฝนก็จะไม่ตกโดยทั่วถึง ส่วนที่ไม่ตกเลย ข้าวกล้าก็เหี่ยวแห้ง ส่วนตกพอดีข้าวกล้าก็งอกงาม เหมือนข้าวสุกในหม้อเดียวกันมีเป็น ๓ อย่าง"

ข้อ ๑๑ . สุบินว่า " เห็นคนเอาแก่นจันทน์ ราคาแสนตำลึง  ไปแลกกับนมโคที่เสีย"
 
ทรงพระพุทธทำนายว่า   "ต่อไปภิกษุอลัชชี ไม่มียางอาย  จะนำธรรมที่ตถาคตกล่าวติเตียนความโลภ  ไปแสดงให้คนอื่นละความโลภ แล้วพากันบริจาคจตุปัจจัยให้แก่ตน   ภิกษุอลัชชีเหล่านั้นจะเที่ยวไปนั่งแสดงธรรมในที่ต่าง ๆ เพื่อหวังลาภ   เหมือนคนเอาแก่นจันทน์อันมีค่า (ธรรมของพระพุทธองค์)ไปแลกกับนมโคเสียฉะนั้น(ทรัพย์สินเงินทองที่คนพากันมาบริจาค)"

ผมไม่ทราบเหมือนกันว่า การติดกัณฑ์เทศน์ หรือ การถวายจตุปัจจัยไทยทาน แก่พระภิกษุสงฆ์ที่นั่งแสดงธรรมบนธรรมมาสน์นั้น เริ่มมีมาแต่สมัยใด   เพราะผมเชื่อแน่ว่า ในสมัยพุทธกาลไม่มีการกระทำเช่นนี้ ในบรรดาเหล่าอุบาสกอุบาสิกาแน่นอน  มิเช่นนั้นพระพุทธองค์ ท่านคงไม่ทรงมีพุทธทำนายเช่นนี้

ในเกร็ดประวัติตอนหนึ่งของสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี แห่งวัดระฆังโฆสิตาราม กรุงเทพ ฯ   เนื่องจากท่านเป็นพระนักเทศน์ หรือ "ธรรมกถึกเอก" ในสมัยนั้น กิจนิมนต์การเทศน์ของท่านจึงมีมาก  ไปเทศน์ครั้งหนึ่ง ๆ ได้ข้าวของเครื่องใช้ ผลหมากรากไม้ เป็นลำเรือทีเดียว แต่ท่านก็หาได้มีความโลภในอามิสที่ได้รับไม่  อย่างเช่นคราวหนึ่งในขณะที่กลับมาถึงวัดหลังกิจนิมนต์เทศน์ เจ้าลูกศิษย์วัดสองคนที่ช่วยกันพายเรือพาท่านไปนั้น ได้เกิดเถียงกันในส่วนแบ่งข้าวของที่ติดกัณฑ์เทศน์ว่า" กองนี้ของข้าส่วนกองนั้นเป็นของเอ็ง "  เจ้าอีกคนหนึ่งเห็นว่ากองที่ตนได้มันน้อยไม่คุ้มค่าเหนื่อย ก็เกี่ยงงอนว่า  "เฮ้ยไม่ได้ ของข้าต้องกองนี้ เอ็งเอากองนั้นไป " เถียงกันอยู่นั่นแหละครับ จนสมเด็จโตท่านคงรำคาญ เลยตัดบทพูดสัพยอกไปว่า  "แล้วของฉันล่ะกองไหน ?"   เท่านั้นแหละครับถึงยุติการถกเถียงกันลงไปได้ เพราะในการไปเทศน์แต่ละครั้งนั้น ท่านไม่ได้เคยนึกอยากจะไปเทศน์เพราะหวังในอามิสแม้แต่ครั้งเดียว ข้าวของที่ได้มา   ลูกศิษย์มักจะแบ่งกันไป หรือไม่เช่นนั้นท่านก็จะนำไปให้พระ เณร รูปอื่น หรือคนยากไร้ ทุกครั้งไป  นี่แหละครับ "เนื้อนาบุญอันเลิศของโลก" ที่แท้จริง และหาได้ยากในสมัยปัจจุบัน

บทความที่ผมเขียน ได้พยายามอย่างยิ่งที่จะไม่กล่าวพาดพิง หรือวิพากษ์วิจารณ์บุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือสาบันใดๆ ให้เกิดการเสียหาย เท่าที่ยกตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นจริงนั้นเนื่องจากไม่สามารหาสิ่งใดมาเปรียบแทนได้ ดังนั้น  หากมีสิ่งใดพลาดพลั้งล่วงเกินไปบ้าง  ผมก็ต้องขอขมากรรมต่อทุกท่านที่พาดพิงถึง ไว้ ณ โอกาสนี้ ขอได้โปรดอโหสิกรรม พบกันใหม่ในสุบินนิมิตที่เหลืออีก ๕ ข้อ ตอนหน้าครับ


ตอนที่ 
  
ข้อ ๑๒. สุบินว่า   " ได้เห็นน้ำเต้าที่เขาคว้านไส้ออก  เหลือแต่เปลือกเปล่า  ซึ่งควรจะลอยน้ำแต่กลับจมดิ่งลงในน้ำ " ทรงพระพุทธทำนายว่า  "ต่อไปถ้อยคำของคนชั่ว ไม่มีศีล ไม่มีธรรม จะมั่นคง  ส่วนถ้อยคำของคนดีมีศีลธรรม จะอับเฉา  เหมือนน้ำเต้าเปล่า แต่จมน้ำฉะนั้น "
 
ข้อนี้หากให้ผมวิจารณ์ คงต้องออกชื่อ "สมี" หลายต่อหลายคนแน่  เป็นอันว่าไม่วิจารณ์ดีกว่านะครับ ใครจะศรัทธาใครเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล  ผมไม่อยากขัดศรัทธาใคร  เพราะรังแต่จะเกิดโทษมากกว่าประโยชน์สู้เอาเวลาไปขัดเกลากิเลสตนเองจะดีกว่า

                 ข้อ ๑๓. สุบินว่า "ได้เห็นหินก้อนใหญ่ ประมาณเท่าเรือน ลอยอยู่บนผืนน้ำ เหมือนสำเภาหรือเรือใหญ่ ๆ ฉะนั้น "ทรงพระพุทธทำนายว่า" ต่อไปคนดีมีศีลธรรมจะไม่มีใครเคารพนับถือ จะเคารพนับถือแต่คนชั่วไร้ศีลไร้ธรรม เหมือนหินลอยน้ำฉะนั้น

ข้อนี้ต้องรอการพิสูจน์ในอนาคต  เพราะปัจจุบันนี้คนดีมีศีลธรรมยังมีคนเคารพนับถืออยู่ ถึงแม้จะมีบางกลุ่มที่เคารพคนชั่วไร้ศีลธรรมก็ตาม หากวันใดไม่มีใครนับือคนดีมีศีลธรรมแล้วล่ะก็   โลกของเราคงต้องถึงกาลวิบัติแน่

ข้อ ๑๔. สุบินว่า "เห็นนางเขียดเล็กตัวหนึ่ง วิ่งไล่งูเห่าตัวใหญ่ไปโดยกำลังเร็ว แล้วกัดงูเห่ากลืนกิน" ทรงพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปสามีจะอยู่ในอำนาจของภรรยา จะถูกภรรยาด่าว่าเช่นคนรับใช้เหมือนนางเขียดกินงูเห่าฉะนั้น" ข้อนี้ จะเรียกว่า "ภรรยาธิปไตย" ก็อาจจะไม่ถูกต้องนัก เป็นอันว่า ใครที่ตกอยู่ในสภาพเดียวกับผม ก็ถือเสียว่าอยู่สมาคมคนรักเมีย โดยอุปโลกน์ผมเป็นนายกสมาคมก็แล้วกันนะครับ

ข้อ ๑๕. สุบินว่า  "ได้เห็นหงส์ทองแวดล้อมด้วยกาในที่ต่างๆ "  ทรงมีพระพุทธทำนายว่า   " ต่อไปผู้มีตระกูลจะต้องเที่ยวประจบสวามิภักดิ์ผู้ไม่มีตระกูล เหมือนหงส์ทองแวดล้อมด้วยกาฉะนั้น "
 
เป็นไปได้ครับ ถ้าผู้ด้อยตระกูล เกิดถูกหวยรวยล็อตโต้ขึ้นมา  จะจ้างบริวารที่สูงส่งด้วยศักดิ์ตระกูลแต่ด้อยด้วยสินทรัพย์มาเป็นข้ารับใช้     ห้อมล้อมหน้าหลังเท่าไรก็ได้  ตราบใดที่สังคมยังให้ความนับถือเงินตราว่า เป็น "พระเจ้า" อย่างที่ใครเขาพูดกันว่า "คนมีเงินทำอะไรไม่น่าเกลียด" ไงล่ะครับ
 

ข้อ ๑๖. สุบินว่า   "ได้เห็นแพะไล่ติดตามเสือเหลือง แล้วกินเสือเหลืองเสีย  ภายหลังเสืออื่น ๆ เห็นแพะแต่ไกลก็เกิดความหวาดกลัว พากันวิ่งหนีหลบซ่อนไปในที่ต่างๆ" ทรงมีพระพุทธทำนายว่า "ต่อไปศิษย์จะสู้ครูผู้น้อยจะข่มเหงผู้ใหญ่ คนดีจะถูกคนชั่วเบียดเบียนและจะต้องหลบหลีกซ่อนเร้นไปเพราะกลัวเหมือนเสือหนีแพะฉะนั้น"

จากพุทธทำนายทั้ง ๑๖ ข้อ จะสังเกตเห็นได้ว่า "เมื่อความเจริญทางด้านวัตุมีมากขึ้นเท่าไร ในส่วนที่เป็นความเจริญในด้านจิตใจ ก็จะต่ำทรามลงมากเท่านั้น และจะต่ำถึงที่สุดถึงขั้นกลียุคเลยทีเดียว "  ในสมัยพุทธกาลหรือโบราณกาลนั้น    สังคมมนุษย์อยู่ด้วยกันอย่างสันติสุข เพราะสภาพสังคมที่เอื้ออำนวยในทางที่ดี อยู่ในครรลองของศีลธรรม  ไม่ว่าจะเป็นสถาบันครอบครัว ที่มีสามี(พ่อ)เป็นหัวหน้าครอบครัว หรือ "ช้างเท้าหน้า " มีภรรยา (แม่) เป็นผู้คอยให้การสนับสนุน ช่วยดูแลบ้านเรือน อบรมกุลบุตร กุลธิดา และบ่าวไพร่ในบ้าน ให้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ด้วยหลักแห่งพระพุทธศาสนา  และจารีตประเพณีที่งดงาม เมื่อหน่วยที่เล็กที่สุดของสังคม สงบสุขเรียบร้อยแล้ว  สังคมโดยส่วนรวมย่อมจะสงบสุขเรียบร้อยไปด้วยเช่นเดียวกัน

แต่ยุคปัจจุบัน  พุทธทำนายของพระพุทธองค์ได้ปรากฎเด่นชัดให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เสื่อมของจิตใจที่ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม ก่อให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย ไม่สงบสุขเหมือนดังแด่ก่อน ซึ่งเราท่านจะไปตีโพยตีพายโทษใครคนหนึ่งคนใดหาได้ไม่ เพราะมันเป็น "วัฎจักรแห่งธรรม" (ธรรมชาติ) มันย่อมมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป  แม้แต่พระพุทธศาสนาของพระบรมศาสดาเอง   เมื่อพระพุทธองค์ได้ทรงประกาศพระศาสนาแล้ว พระองค์ยังทรงมีพุทธพยากรณ์เกี่ยวกับอายุของพระศาสนาไว้เพียง ,๐๐๐ ปีเท่านั้น  ซึ่งนับว่ามีอายุน้อยที่สุดในภัทรกัปป์นี้ก็ว่าได้ ครับ รายละเอียดในเรื่องนี้ผมจะนำมาเสนอแน่นอนในเร็ว ๆ นี้    อย่าพลาดที่จะติดตามนะครับ

พุทธฎีกาพยากรณ์
ตอนที่

            ก่อนที่จะวิจารณ์พระพุทธฏีกาพยากรณ์ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า   กระผมใคร่ขอนำเสนอข้อความที่ถอดออกมาจาก "ศิลาจารึก"  ในเขตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย จากเอกสารเผยแพร่ธรรม ของพระเดชพระคุณ "พระราชสุทธิญาณมงคล (จรัญ ฐิตธัมโม)    วัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี ให้ท่านได้ทัศนา เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้น ดังต่อไปนี้
             สาธุ  อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระสัพพัญญูรู้แจ้งโลกทั้งในอดีตและอนาคต ทรงมีเมตตากรุณาแก่สัตว์โลกเป็นล้นพ้น  เมื่อครั้งพระองค์ดำรงพระชนมายุอยู่ ได้ตรัสแก่พระอานนท์ว่า
 
            ดูกรอานนท์  เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล  สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้นจะพบแต่ความลำบากทุกชาติทุกศาสนา ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก   ที่หมุนไปใกล้ความแตกทำลายแผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ   มนุษย์และสัตว์จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ
            
คนในสมัยนั้น (คือปัจจุบัน) จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต  จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ    ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคต  ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรงบ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา  เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎแห่งธรรมชาติไม่พ้น
            
เริ่มแต่พระพุทธศาสนาล่วงเลย ๒,๕๐๐ ปีเป็นต้นไป ไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมณะชีพราหมณ์จะอดอยากยากเข็ญ   ลูกไฟจะตกจากฟ้าเป็นเพลิงเผาผลาญ เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ  มหาสมุทรจะชอกช้ำ  สงครามจะทั่วทิศ  ศึกจะติดเมือง  ข้าวจะขาดแคลน  ทั่วแคว้นจะอดอยากผีโขมดป่าจะเข้าเมือง  พระเสื้อเมืองทรงเมือง จะหนีเข้าไพร  ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจจะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว มาปล่อยไข่เป็นไฟผลาญ    ยักษ์หินที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาด  โลกดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน ตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ ในระยะนั้น  ศาสนาของตาคตเสื่อมลงมาก       เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรมเชื่อคำของคนโกงกล่าวคำเท็จ  ไม่เคารพหลักธรรมนิยม  คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติปฏิบัติดี  กลับไม่มีใครเคารพยำเกรง
             พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง   ก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น  อยู่ในความอุปถัมภ์ของพระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์  ทั้งสองพระองค์สถิตย์อยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศ  จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตาคตให้รุ่งเรืองสืบไปถึง  ,๐๐๐  พระวรรษา
            
ดู่ก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อย  คำทำนายของตถาคตนี้  ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท  ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน
             ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัต ให้รักษาศีล ๕ ประการ  เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ  มีใจสันโดษรู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ    ตั้งใจประพฤติตนตามคำสอนของตาคตให้มั่นคง  จึงพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล

            ท่านผู้อ่านที่เคารพ พระพุทธทำนาย หรือพุทธฏีกาพยากรณ์ดังว่านี้   พระพุทธองค์ท่านทรงตรัสแก่พระอานนท์ พระพุทธอนุชา ซึ่งปรนนิบัติรับใช้ใกล้ชิดจวบจนเสด็จสู่ปรินิพพาน อันพระอานนท์นั้นนับได้ว่าเป็นผู้ที่ฟังธรรมของพระพุทธองค์มากที่สุด เป็นบุคคลสำคัญในการสังคายนาพระไตรปิฏกครั้งที่ ๑ ท่านเป็นผู้ที่มีความจำเป็นเลิศ ท่านได้ถ่ายทอดหลักธรรมของพระพุทธองค์ที่ได้ยินได้ฟังมา    แก่ที่ประชุมสงฆ์ และได้ใช้เป็นหลักคำสอนในพระพุทธศาสนามาจนทุกวันนี้

เมื่อพระพุทธองค์ทรงประกาศพระศาสนา ได้ทรงมีพุทธดำรัสว่า ศาสนาของพระพุทธองค์นั้น จะมีอายุเพียง ๕,๐๐๐ ปี เท่านั้น ต่อจากนั้น โลกก็จะว่างจากศาสนา อยู่ในช่วงกลียุคจวบจนถึงวาระอันควร โลกก็จะอุบัติพระสัมมาสัมพุทธเจ้าขึ้นมาใหม่อีกพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า"พระศรีอาริยเมตไตรย์"  เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่๕นับเป็นองค์สุดท้ายในภัทรกัปป์นี้

ก่อนที่พระพุทธองค์จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ท่านได้ตรัสถามแก่พระอานนท์ว่า ในศาสนาของตถาคตรวม ๕,๐๐๐ ปี นี้ ใครจะขออะไรบ้าง

พระอานนท์ก็ทูลขอให้ พระภิกษุสงฆ์ สามเณร ภิกษุณี ชี พราหมณ์ อุบาสก อุบาสิกา เป็นผู้ดูแลและบำรุงพระศาสนาเป็นเวลา ๒,๕๐๐ปี พระพุทธองค์ก็ตรัสถามต่อไปว่า ใครจะขออะไรอีก เหล่าเทพยดาทั้งหลาย ทั้งพระอินทร์ พระพรหม จึงทูลขอให้เหล่าทวยเทพทั้งหลาย ได้ปรนนิบัติบำรุงพระศาสนา เพียงครึ่งหนึ่งของพระอานนท์ คือ ๑,๒๕๐ ปี พระองค์ก็ทรงอนุญาต และก็ได้ตรัสถามต่อไปอีกว่า ยังเหลืออยู่ ๑,๒๕๐ ปี นั้นเล่า ใครจะขอต่อไป 

บรรดาเหล่าครุฑาวาสุกรี คนธรรม์ นาฏกุเวร นาคราช กินนร กินรี และภูติผีปีศาจ   จึงทูลขอคุ้มครองดูแล และปรนนิบัติบำรุงต่อไปอีก ๑,๒๕๐ ปี โดยร่วมแรงร่วมใจกัน     ผนึกกำลังกันไปจนกว่าศาสนาจะค่อย ๆ เรียวลงไป มนุษย์ก็จะเล็กลง ๆ ไปตามลำดับ ถึงกับจะต้องขึ้นแป้นขึ้นบันได สอยลูกมะเขือ    ปีนขึ้นต้นเก็บเม็ดพริก พระสงฆ์องคเจ้าก็จะร่อยหรอ เหลือไว้เพียงผ้าเหลืองผืนน้อย ๆ ห้อยอยู่ที่หู  เพื่อได้เป็นที่สังเกตดูว่า นั่นแหละพระสงฆ์  จนกระทั่งเล็กลง หรือเรียวลง      เสื่อมลงจนหมดสิ้นพอดี ๕,๐๐๐ปี ตามพระพุทธฏีกากำหนดไว้

ท่านผู้อ่านที่เคารพ ตอนหน้าค่อยมาว่ากันต่อไป ถึงรายละเอียดปลีกย่อยในส่วนของคำพยากรณ์แต่ละประโยค ว่าจริงเท็จประการใด รักกันจริงอย่าพลาดติดตามตอนต่อไปนะครับ


ตอนที่

เรื่องพุทธทำนาย หรือ พุทธฏีกาพยากรณ์ของพระพุทธองค์นั้น ได้มีการเผยแพร่แก่สาธารณชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเหล่าพุทธบริษัท ผู้ยึดมั่นศรัทธาในพระพุทธศาสนา    มาเป็นเวลานานหลายร้อยปีทีเดียว ทั้งจากคำบอกเล่าของพระเถรานุเถระที่เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนา  ที่เล่าสืบต่อกันมา มีการบันทึกเอาไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนา แม้กระทั่งที่อินเดียเอง ในเขตมหาวิหาร สวนมฤคทายวัน   อันเป็นที่แสดงธรรมโปรดแก่ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ก็ได้มีการบันทึกเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรบนแผ่นหิน หรือ "ศิลาจารึก" (เข้าใจว่าเป็นภาษามคธ หรือภาษาบาลี - เล็ก พลูโต) และในส่วนที่เป็นภาษาไทยที่มีการพิมพ์เผยแพร่ดังท่านได้อ่านเมื่อตอนที่แล้ว ท่านพระอาจารย์จรัญ  ฐิตธัมโม แห่งวัดอัมพวัน สิงห์บุรี    ท่านได้ถอดความมาเป็นภาษาไทย ผิดถูก จริง เท็จ ประการใด ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของท่านผู้อ่านก็แล้วกัน
            
ในส่วนของคำวิจารณ์ที่ท่านจะได้อ่านต่อไปนี้ ขอเรียนว่าเป็นทัศนะหนึ่งของข้าพเจ้า ซึ่งอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ เมื่อท่านอ่านแล้วลองไตร่ตรองพิจารณาดู ว่าโอกาสที่จะเป็นไปได้มีมากน้อยเพียงใด  สำหรับในส่วนของข้าพเจ้านั้น  เชื่ออย่างสนิทแน่ในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ที่ท่านได้ตรัสรู้ธรรมโดยชอบ เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน หากจะเลือกเอาระหว่างจิตทัศน์ของ "ท่านนอสตราดามุส" ผู้โด่งดังทั่วโลก กับ "พระพุทธองค์" แล้ว ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า ชาวพุทธ ที่ยึดเอาพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่ง   น่าจะเชื่อในอนาคตังสญาณของพระพุทธเจ้าของเรามากกว่า ใช่ไหมครับ?

ในพุทธทำนายบอกว่า เหตุการณ์ในคำทำนาย จะบังเกิดขึ้นหลังจากพระพุทธศาสนาล่วงแล้ว ,๕๐๐ ปี หรือ กึ่งพุทธศตวรรษ (พุทธศตวรรษ คือกำหนดอายุพระพุทธศาสนา ที่ได้ทรงกำหนดไว้เพียง ๕,๐๐๐ ปี) แต่เท่าที่ปรากฎในปัจจุบัน เหตุการณ์เลวร้ายดังพุทธทำนาย  ได้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น โดยดูได้จากสงครามโลก ทั้งสองครั้งที่ผ่านมา ล้วนเกิดก่อน พุทธศักราช ๒๕๐๐ ทั้งสิ้น   อันนี้ท่านผู้อ่านอาจจะแย้งผู้เขียนได้ว่า อ้าว อย่างนั้น พระพุทธองค์ ก็ทรงทำนายผิดล่ะซิ   อันนี้ผมว่าไม่นะ ไม่ได้เข้าข้างพระพุทธองค์ แต่ขอเรียนชี้แจงผลของคำทำนายที่เกิดขึ้นสักหน่อย  ว่าผลของคำทำนายนั้น มีโอกาสเกิด หรือไม่เกิดก็ได้ ตรงตามเวลา หรือคลาดเคลื่อนก็ได้   และต้นเหตุที่ทำให้เกิดการเบี่ยงเบน คลาดเคลื่อน หรือผิดไปจากคำทำนายนั้นก็คือ "กรรมปัจจุบัน"

ขอยกตัวอย่างย้อนหลังถึงคำทำนายของพระสารีบุตร ที่มีต่อสามเณรในสำนัก ที่ทำนายว่าเณรจะต้องตายภายใน ๗ วัน    แล้วเณรไม่ตายเพราะนำปลาที่ใกล้ตาย ไปปล่อยในแม่น้ำสายใหญ่ กรรมที่เณรปล่อยปลานั้น เป็นกรรมปัจจุบันที่ลบล้างกรรมแต่อดีตไม่ให้ส่งผล เพราะปลาฝูงนั้น บังเอิญเป็นเจ้ากรรมนายเวร เขาอโหสิกรรมให้เป็นอันว่าเลิกรากันไป อย่างชาติสุดท้ายของ พระอรหันต์องคุลีมาล ก็เช่นกัน กรรมที่ฆ่าคนถึง ๙๙๙ ศพ นั้น น่าจะนำให้ท่านไปลงนรก มากกว่าไปนิพพาน    แต่กรรมปัจจุบันของท่านที่ได้บวชเรียน ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด จนทำให้เจ้ากรรมนายเวรเขาอโหสิกรรมให้   เจ้ากรรมนายเวรของท่านองคุลีมาล ก็คือ คนจำนวน ๙๙๙ คน ที่เคยฆ่าท่านเมื่อครั้งที่ท่านเกิดเป็นเต่าใหญ่ แล้วเอาเนื้อท่านมาแบ่งกันกิน ดังนั้น    หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายตัดกรรม ก็จะมีการอโหสิกรรม หรือยกเลิกกรรมทันที   (รายละเอียดเรื่องนี้ คอยติดตามในเรื่อง "จอมโจร ๙๙๙" ซึ่งจะนำเสนอในเวปไซด์แห่งนี้ในโอกาสอันควร)

ไม่ต้องดูอะไรมากหรอกครับ แม้วิทยาการสมัยใหม่ในการพยากรณ์อากาศ ยังต้องพ่ายแพ้ต่อคำพยากรณ์เลย ภาพถ่ายดาวเทียม เห็นอยู่ชัด ๆ ว่า มีกลุ่มเมฆลอยตัวเข้ามาในอัตราความเร็วที่เคยจับสถิติดูแล้วว่า จะเกิดฝนตกแน่ในวันนั้น วันนี้ ซึ่งคำพยากรณ์บางครั้ง ก็แม่นมาก   ตกตามวันเวลาพอดี แต่คำพยากรณ์บางครั้ง ก็คลาดเคลื่อน บอกตกมาก ก็ตกน้อย บอกตกวันนี้ ดันไปตกเมื่อวาน หรือพรุ่งนี้ ฯลฯ
                ก็เพราะกรรมปัจจุบันอีกน่ะแหละ กรรมปัจจุบันในเรื่องของการพยากรณ์อากาศ ก็คือ กระแสลม ที่พัดเร็วบ้าง ช้าบ้าง ตามอารมณ์ (ลม คืออากาศธาตุที่แปรปรวนกว่าทุกธาตุ )    อีกตัวหนึ่งก็คือความกดอากาศหรือความกดดันน่ะเอง ไอ้ตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดอุณหภูมิว่าจะร้อนหรือเย็น ถ้าร่องความกดอากาศต่ำ อุณหภูมิจะต้องสูง โอกาสที่ฝนจะตกมีมากกว่าร่องความกดอากาศสูง อุณหภูมิต่ำ (หนาวเย็น)
 
            ในการพยากรณ์ดวงชะตาของผมก็เช่นเดียวกัน ไม่แปลกหรอกครับที่บางครั้งผมอาจจะทายผิดหรือคลาดเคลื่อนไปบ้าง ไม่ใช่ตำราไม่แม่น หรือผู้ทายอ่อนประสบการณ์  แต่เป็นด้วยกรรมปัจจุบันของผู้มารับคำพยากรณ์ ที่เขาหาทางหลีกเลี่ยง ผ่อนกรรม ให้ความระมัดระวัง รู้จักควบคุมอารมณ์ ฯลฯ ดังนั้น จึงทำให้ผลคำพยากรณ์คลาดเคลื่อน ผ่อนปรน หรือไม่เกิดเลยก็ได้ ซึ่งผมก็ดีใจนะครับ ที่ทายผิด เพราะมีคนเคยบอกเสมอ ๆ ว่า  "แหม !  ไปเชื่ออะไรกับหมอดูคู่กับหมอเดา ทีเรื่องร้าย ๆ ทายแม่น ทีเรื่องดี ๆ ไม่เห็นจะแม่นเลย ดังนั้น หากเรื่องร้าย ๆ จะทายไม่แม่น ก็ช่างมันเอะครับ ขอให้เรื่องดี ๆ ทายแม่นก็พอใจแล้ว

เป็นอันว่าตอนนี้ยังไปไม่ถึงไหน เพราะมัวแก้ต่างให้ "พระพุทธองค์" อยู่ เป็นอันเข้าใจแล้วนะครับว่า "กรรมปัจจุบัน" มีส่วนสำคัญอย่างมากต่อผลคำพยากรณ์ ดังนั้นการที่สงครามโลกจะเกิดก่อนกึ่งพุทธกาล จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ข้อสำคัญ เกิดขึ้นใกล้กึ่งพุทธกาลนี่ซิครับ น่าทึ่ง    แล้วรายละเอียดของคำพยากรณ์ในข้ออื่น ๆ ที่บ่งบอกเอาไว้อีก แทบจะถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนเลย รายละเอียดเป็นอย่างไร มาว่ากันต่อในตอนหน้านะครับ สวัสดี


ตอนที่๓

"ดูกร อานนท์  เมื่อศาสนาตถาคตล่วงเลยไปถึงกึ่งพุทธกาล สัตว์โลกทั้งหลาย ที่เกิดในยุคนั้นจะพบแต่ความลำบากทุกชาติ ทุกศาสนา  ตามธรรมชาติอันหมุนเวียนของโลก   ที่หมุนไปใกล้ความแตกทำลาย แผ่นดินแผ่นน้ำจะลุกเป็นไฟ มนุษย์และสัตว์ จะได้รับภัยพิบัติสารพัดทั่วทิศ
 คนในสมัยนั้น จะมีวิสัยโหดดุจกำเนิดจากสัตว์ป่าอำมหิต  จะรบราฆ่าฟันกันถึงเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ ส่วนเวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตาคต  ก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัย    และคุณบิดามารดา เหตุร้ายภัยพิบัติจักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎแห่งธรรมชาติไม่พ้น "

ในหลักคำสอนของพระพุทธศาสนา นั้น    ท่านได้สอนให้พุทธบริษัท ตระหนักถึง "ไตรลักษณ์"หรือลักษณะอันเป็นจริงตามธรรมชาติ ๓ ประการ คือ  "เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป "  หรือ  " อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา"  เมื่อเกิดขึ้น ก็จะมีทุกข์ (อาจจะสุขบ้างแต่ก็น้อยกว่าทุกข์)  เมื่อมีทุกข์ หรือสุข  ก็จะดำรงอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ตามแต่เวรกรรมที่สร้างและกำหนดไว้ แต่พอสิ้นสุดแห่งทุกข์ หรือสุข ก็จะมีการแตกตับหรือสูญสิ้นไป ไม่จีรังยั่งยืน  โลกของเราก็เหมือนกัน เมื่อเกิดได้ ก็ย่อมแตกดับได้ไปตามกาลเวลา   และการแตกดับของโลกนั้น ไม่ใช่มนุษย์ต่างดาวทำให้แตกดับ แต่เป็นมนุษย์โลกในดาวดวงเดียวกันนี่แหละ  ทำให้เป็นไป

สัตว์ที่น่ากลัวที่สุดในโลก คือ "มนุษย์" ซึ่งท่านพุทธทาสภิกขุ แปลว่า "ผู้มีใจสูง"  แต่อันที่จริงถ้าจะแปลคำว่า "มนุษย์" ไปอีกความหมายหนึ่ง ก็จะแปลได้ว่า "ผู้มีจิตใจเป็นเลิศ เป็นเอก เป็นหนึ่ง ไม่มีใครทัดเทียมได้"  มนุษย์อาจทำได้ทุกอย่างทั้งสิ่งที่เลวที่สุด ชนิดที่สัตว์อื่นทำไม่ได้   และมนุษย์ก็เช่นเดียวกันสามารทำสิ่งที่ดีที่สุด ชนิดที่ อินทร์ พรหม ยม ยักษ์ ก็ทำไม่ได้เช่นกัน
              จะยกตัวอย่างของหญิงเลว ที่ไม่มีความเป็นแม่ในกมลสันดานที่ทำได้แม้กระทั่ง นำลูกที่เกิดได้เพียงเดือนเดียวไปทิ้งขยะ

เหตุการณ์นี้เคยเป็นข่าวใหญ่ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐเมื่อ ๑๕ ปีก่อน จำได้ว่ามีคนเดินผ่านกองขยะ เห็นหมาฝูงหนึ่ง กำลังรุมกัดหมาตัวหนึ่ง ประเภทหมาหมู่นั่นแหละครับ    อันที่จริงก็ไม่น่าจะแปลกและเป็นข่าวไปได้ ถ้าบังเอิญชายคนนั้นไม่ได้ยินเสียงเด็กร้อง  เป็นเสียงเด็กอ่อน เมื่อมองดูให้ดี ก็จะเห็น หมาตัวที่ถูกรุมเห่า หรือรุมกัดอยู่นั้น ยื่นคร่อมร่างของทารกวัย ๑ เดือน อยู่   เมื่อชายคนนั้นได้เอาไม้ไล่กลุ่มหมาอันธพาลไปแล้ว ก็ได้ช่วยเอาเด็กออกมา แล้วแจ้งตำรวจ   ก็เลยเกิดวีรกรรมหมาขึ้นมา เป็นข่าวใหญ่ หมาตัวนั้นชื่อว่า "ไอ้โทน" เป็นหมาตัวผู้ ถูกตอน รูปร่างใหญ่ ปกติจะไม่ชอบเด็ก มักจะเห่า หรือก็กัดเข้าให้ถ้าเด็กเข้าไปใกล้ ๆ แต่ก็แปลกใจว่า ทำไมหนอ ไอ้โทน  มันถึงปกป้องคุ้มครองเด็กอ่อน วัย ๑ เดือน ให้รอดพ้นจากการเป็นเหยื่อของฝูงหมาอันธพาล ที่จะเข้าไปกัดกินทำร้าย    ก็เพราะในส่วนลึกของจิตใจมัน ยังมีคุณธรรมอันสูงส่ง สูงกว่าแม่เด็กที่คนเขาเรียกกันว่า "มนุษย์" เสียอีก ไงล่ะครับ

                ธรรมชาติของสัตว์เดรัจฉานทุกตัว  ไม่เคยเห็นตัวไหนมันไม่รักลูกของมัน แต่มนุษย์ใจบาปหยาบช้า ทำได้แม้กระทั่งลูกในใส้ของตัวเอง อย่างนี้แหละครับที่เรียกว่า "มนุษย์" สามารถทำในสิ่งที่ชั่วช้าที่สุด ในส่วนที่มนุษย์ทำในสิ่งที่ดีงาม พัฒนาจิตใจจนถึงขั้นบรรลุ มรรค ผล นิพพาน ก็มีให้เห็นไม่น้อย พระพุทธองค์ แม้จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยังต้องมาเกิดเป็นมนุษย์ ไม่งั้นเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ครับ  

            หลังกึ่งพุทธกาล  ท่านจะเห็นได้ว่าโลกเราได้รับภัยพิบัติธรรมชาติบ่อยครั้ง แต่ละครั้งรุนแรงคร่าชีวิตพลโลกไปไม่น้อย สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะธรรมชาติไม่สมดุล  มนุษย์พัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ ขึ้นมาใช้ ซึ่งบางอย่างก็ได้ทำลายสมดุลแห่งธรรมชาติ ทั้งๆ ที่มนุษย์รู้ตัวว่าทำลายแต่ก็จะทำเสียอย่างใครจะทำไม ? พระองค์ท่านตรัสว่า แผ่นดิน แผ่นน้ำ จะลุกเป็นไฟ  เพราะมีการรบราฆ่าฟันกันเลือดนองแผ่นดินแผ่นน้ำ

ท่านก็คงจะเห็นจริงแล้ว ถึงสงครามล้างเผ่าพันธุ์ในเขมร แม้กระทั่งยิวกับอาหรับ   ก็ยังเป็นศัตรูคู่แค้นทำสงครามกันมานานนับศตวรรษ ครับเมื่อมนุษย์ ฆ่าสัตว์จนหมดป่า ป่าถูกทำลาย พวกสัตว์ป่ามันคงจะเกิด เป็นสัตว์ไม่ได้อีกต่อไป วิญญาณสัตว์ป่าของมันจึงมาเกิดในร่างมนุษย์  ทำให้มนุษย์มีจิตใจโหดร้ายเยี่ยงสัตว์ป่า หรือยิ่งกว่า เพราะมีสติปัญญาดีกว่า ดังนั้นอันตรายย่อมมากกว่าเมื่อมีการประหัตประหารกัน

พระพุทธองค์ทรงตรัสต่อไปว่า      ไฟจะลุกลามมาทางทิศตะวันออก ไหม้วัดวาอาราม สมณะ ชีพราหมณ์จะอดอยากยากเข็ญ ลูกไฟจะตกจากฟ้า เป็นเพลิงผลาญ  เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ มหาสมุทรจะชอกช้ำ สงครามจะทั่วทิศ ศึกจะติดเมือง ข้าวจะขาดแคลน ทั่วแคว้นจะอดอยาก  ผีโขมดป่าจะเข้าเมืองพระเสื้อเมืองทรงเมืองจะหนีเข้าไพร ผู้เป็นใหญ่มีอำนาจจะเรียกแมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัว   มาปล่อยไข่เป็นไฟเผาผลาญ ยักษ์หินที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลก  ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวนตลิ่งจะพัง แผ่นดินจะล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะนักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ

 เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ไฟที่ลุกลามมาทางทิศตะวันออก หมายถึงพวกญี่ปุ่น ที่หวังจะยึดครองเอเซียอาคเนย์ (ประเทศญี่ปุ่นอยู่ทางทิศตะวันออกของไทย-อินเดีย) มีการทิ้งระเบิดของพวกสัมพันธมิตร ไม่ต้องห่วงเลยครับว่ากรุงเทพ ฯ จะเป็นอย่างไร วัดราษฏร์บูรณะ   ที่อยู่เชิงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ถูกระเบิดเสียราบเรียบ เพราะอยู่ใกล้โรงไฟฟ้าซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ เป็นยุคข้าวยากหมากแพง พระเณรแทบอดตาย สึกหนีหาย หนีภัยสงครามไปก็เยอะ  คำว่า แมลงผีเสื้อเหล็กนับแสนตัวมาปล่อยไข่เป็นไฟเผาผลาญ ก็หมายถึงเครื่องบิน บี 52 มาทิ้งระเบิด ไฟลุกทั่วเมืองนั่นเอง    แต่คำว่า"ยักษ์หิน"   ที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานานจะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลกนี่ซิ เป็นอะไร หมายถึงอะไร ใครรู้บ้างช่วยบอกที ความหมายข้อนี้อาจจะยังไม่เกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองก็ได้  ช่วยกันตีความหมายหน่อยครับ จะได้เตรียมการป้องกันเอาไว้ ผมจะลองนั่งตีความหมายดู เอาไว้ตอนหน้าจะขยายให้ฟัง   ถ้าไม่เข้าท่า อย่าหัวเราะเยาะกันนะเออ ไม่งั้นโกรธกันด้วย


 ตอนที่ ๔

ในอนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น  ได้ตรัสเตือนพุทธบริษัทให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท เตรียมพร้อมที่จะรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น แม้จะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ผ่อนปรนกรรมให้บรรเทาเบาบางได้   อย่างเมื่อคราวสงครามโลกครั้งที่สอง  ที่ประเทศไทยเกือบจะสูญสิ้นเอกราชและถูกแบ่งแยกประเทศ เพราะรัฐบาลไทยประกาศร่วมสงครามกับญี่ปุ่น ทำให้ประเทศต้องย่อยยับ แม้จะอ้างว่าทานกำลังอำนาจญี่ปุ่นไม่ได้ก็ตาม ยังดีที่มีกลุ่มคนไทยรักชาติ ทั้งในและต่างประเทศ  ร่วมกันก่อตั้งขบวนการเสรีไทยขึ้นมา เมื่อสิ้นสงคราม     ไทยจึงหลุดพ้นจากการถูกยึดครองและจ่ายค่าปฎิมากรรมสงคราม ถ้าจะมองอีกด้านหนึ่ง เป็นเพราะเมืองไทยเราเป็นเมืองพระพุทธศาสนา   ชาวไทยในสมัยนั้นยึดมั่นในขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมอันดีงาม เคร่งครัดในคำสอนของพระพุทธองค์  ทำให้รอดพ้นมาได้ ดังพุทธทำนายที่ว่า  "เวไนยสัตว์ผู้ขวนขวายในกุศลตามวัจนะของตถาคตก็จะระงับร้อนไม่รุนแรง บ้านเมืองใดมีความเคารพยำเกรงในพระรัตนตรัยและคุณบิดามารดา  เหตุร้ายภัยพิบัติ จักเบาบาง แต่ก็จะหนีกฎธรรมชาติไม่พ้น"

 คำว่า "เหล็กกล้าจะทะยานจากน้ำ"      อันนี้คงหมายถึง เครื่องบินที่ทะยานขึ้นมาจากเรือบรรทุกเครื่องบิน นั่นเอง ท่านผู้อ่านจะเห็นได้ว่า คำพยากรณ์ของพระพุทธองค์นั้น   ถ้าเข้าใจความหมายแล้ว ตีความออกมาไม่ยาก ไม่ต้องถอดรหัส ผสมอักษรให้วุ่นวาย เหมือนคำพยากรณ์ ของท่าน"นอสตราดามุส"

ทีนี้เรามาตีความหมายของคำว่า "ยักษ์หินที่ถูกสาปให้หลับมาเป็นเวลานาน จะตื่นขึ้นมาอาละวาดโลก" ในทัศนะของผม ผมเชื่อว่า "ยักษ์หิน" ก็คือ "ภูเขาไฟ" ที่ดับสนิทมาเป็นเวลานาน ตื่นขึ้นมาก็คือ ประทุขึ้นมาอีกที่เรียกว่า "ภูเขาไฟระเบิด" และเชื่อว่าถ้าจะถึงขั้นอาละวาดทำลายโลกแล้วล่ะก็คงไม่ใช่ลูกเดียวเป็นแน่  และเมื่อภูเขาไฟระเบิด (อาจเป็นภูเขาไฟใต้น้ำก็ได้) ดินฟ้าอากาศจะแปรปรวน   ตลิ่งจะพัง ก็คือพื้นดินจะทรุดนั่นเอง แผ่นดินจะล่มเป็นทะเล โลกมนุษย์จะดิ่งสู่ความหายนะ   นักปราชญ์จะถูกทำร้ายให้สิ้นสูญ (ตอนนี้เหมือนกับคำทำนายสุบินนิมิตของพระเจ้าปเสนทิโกศลที่ได้นำเสนอไปแล้ว)

ครับ เหตุการณ์ดังกล่าว พระพุทธองค์ตรัสว่า จะเกิดขึ้นหลัง ปี ๒๕๐๐ ไปแล้ว   การที่มีบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นมาบ้างแล้ว อย่านึกว่าหลังปี ๒๕๐๐ จะไม่เกิดนะครับ ผมเองเชื่ออย่างยิ่งว่าจะต้องมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นในโลก และจะยิ่งใหญ่ เสียหายมากว่าสงครามโลกครั้งที่สอง แต่จะเป็นปีไหนนั้น แม้ผมจะพอทราบ ก็ต้องขอปิดไว้ เพราะเป็นจรรยาบรรณของนักโหราศาสตร์   แต่การที่ท่านนอสตราดามุสหรือใคร ๆ ก็ตามที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับนอสตราดามุส บอกว่า จะเกิดเหตุเลวร้ายในปี ค.ศ1999  และ ค.ศ.2000 หรือ พ.ศ. ๒๕๔๒ ถึง พ.ศ. ๒๕๔๓  จนถึงขั้นโลกแตกทำลายนั้น ผมไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด  เพราะพุทธพยากรณ์ของพระพุทธองค์ทรงตรัสถึงศาสนาของพระองค์ท่าน ว่าจะมีอายุยืนนานึง ๕,๐๐๐ ปี   ถ้าท่านเชื่อพระพุทธองค์ ท่านก็จงเบาใจเถอะครับ แม้จะมีคนตายกันมาก คงยกเว้นท่าน หากท่านเป็นคนดี

เมื่อโลกผ่านกลียุคมาได้ ไม่ถึงกับแตกทำลาย พระพุทธองค์ท่านตรัสว่า " ในระยะนั้น ศาสนาของตาคตเสื่อมลงมาก เพราะพุทธบริษัทไม่ตั้งอยู่ในศีลในธรรม เชื่อคำของคนโกงกล่าวคำเท็จ ไม่เคารพหลักธรรมเนียม คนประจบสอพลอได้รับการเชื่อถือในสังคม ผู้มีศีลธรรมประพฤติดีประพฤติชอบกลับไม่มีใครเคารพยำเกรง พระธรรมจะเริ่มเปล่งแสงรัศมีฉายส่องโลกอีกวาระหนึ่ง   ก็ต่อเมื่อมีธรรมิกราชโพธิญาณบังเกิดขึ้น อยู่ในความอุปถัมภ์ของ   พระเถระผู้ทรงธรรมฤทธิ์     ทั้งสองพระองค์สถิตย์อยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศ  จะเสด็จมาเสริมสร้างศาสนาของตาคต ให้รุ่งเรืองสืบไปถึง ๕,๐๐๐ พระวรรษา

ดูก่อนอานนท์ เวลานั้นพลโลกเหลือน้อย คำทำนายของตาคตนี้  ย่อมยังเวไนยสัตว์ให้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท  ผู้ใดรู้แล้วไม่เชื่อ นับว่าเป็นกรรมของสัตว์โลก ที่ต้องสิ้นสุดไปตามกรรมชั่วของตน
 ผู้ใดปรารถนารอดพ้นจากภัยพิบัติ ให้รักษาศีล ๕ ประการ เจริญเมตตากรุณา ประกอบสัมมาอาชีพ มีใจสันโดษ รู้จักพอ ไม่โป้ปดคดโกง ไม่หลงมัวเมาอำนาจและลาภยศ ตั้งใจประพฤติตามคำสอนของตาคตให้มั่นคง จึงพ้นอันตรายในยุคกึ่งพุทธกาล

จากพุทธทำนายช่วงท้าย จะเห็นว่าพุทธศาสนาเสื่อมลงมาก   จนกระทั่งมีผู้เป็นใหญ่ที่นับถือพุทธศาสนาบังเกิดขึ้น เป็นฆราวาส ๑ และ บรรพชิต ๑ ได้สร้างเสริมบำรุง พุทธอาณาจักร   ดำรงพระศาสนาให้คงอยู่ต่อไป จนถึง ๕,๐๐๐ ปี คำว่า อยู่ ณ เบื้องทิศตะวันออกของมัชฌิมประเทศ ความหมายอันนี้ผมขอตีความว่า หมายถึง "ประเทศไทย เพราะมัชฌิมประเทศ น่าจะหมายถึงอินเดีย  ทิศตะวันออกของอินเดียก็คือ ไทย ไม่น่าจะเป็นประเทศอื่น  เพราะประเทศไทยมีรากฐานทางพระพุทธศาสนาที่มั่นคง คงไม่ถูกทำลายสูญหายไปง่าย ๆ

ตอนท้ายของพุทธทำนายบอกว่า หากผู้ใดตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม    ประพฤติตนอยู่ในหลักคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว     โอกาสที่จะรอดพ้นอันตรายจากภัยพิบัติในกึ่งพุทธกาลมีมาก ท่านจะเชื่อหรือไม่สุดแต่ใจของท่าน  เมื่อถึงเวลานั้น ตัวใครตัวมันครับ สวัสดี


 

 

 








Copyright © 2010 All Rights Reserved.
ดูดวงติดต่อ tel : 081-9154985 email : rosded.net@gmail.com